วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ชูวิทย์ เริ่มลังเลลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.จันทร์นี้ รอตัดสินใจอีกครั้ง


นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวสงวนท่าทีที่จะให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในวันจันทร์นี้ เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ยังไม่สงบเรียบร้อย และทุกคนกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ให้จบลง คงไม่มีใครสนใจเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.หากประเทศชาติยังเป็นแบบนี้อยู่ ฉะนั้น ของดให้สัมภาษณ์ไปก่อน อย่างไรก็ตาม นายชูวิทย์ กล่าวว่า ขอเวลาติดตามเหตุการณ์ในวันเสาร์และวันอาทิตย์นี้ ก่อนตัดสินใจว่าจะไปลงรับสมัครในวันจันทร์นี้หรือไม่ ถ้ามีเหตุการณ์ยุบสภาเกิดขึ้น อาจจะมีการตัดสินใจใหม่ ดังนั้น ขอรอดูสถานการณ์บ้านเมืองก่อน .

ที่มา : http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=220937&ch=gn2

โพสต์โดย: นางสาวพรรณวิภา ติคำ ID: 5131601135

รัฐบาลมีมติ ไม่ยุบสภา-ไม่ลาออก

ถกแกนนำพรรคร่วม!แก้ปัญหาวิกกฤติการเมืองหลังพันธมิตรชุมนุมขับไล่รัฐบาล ได้ข้อสรุป ไม่ยุบสภา-ไม่ลาออก แต่ไร้เงา'สมัคร'เข้าร่วม น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ระบุว่า ตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา พรรคร่วมรัฐบาลได้ทำงานร่วมกันอย่างเหนียวแน่น บริหารประเทศให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนได้ต่อไป สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ขอให้เปิดประชุมร่วม 2 สภาเพื่ออภิปรายโดยไม่ลงมติ ร่วมกันแสดงความเห็นเพื่อแก้ปัญหา ให้รัฐสภาเข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาผ่านผู้แทนของประชาชน ให้ ส.ส.ได้ร่วมนำเสนอความคิดเห็นที่รับฟังมาจากประชาชน หาแนวทางที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง สำหรับแนวทางให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้นไม่ได้หยิบขึ้นมาหารือ ยังมั่นใจว่ารัฐบาลยังสามารถดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ได้ โครงการเมกกะโปรเจคก็ยังรออยู่หลายโครงการ รวมถึงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ยังเชื่อมั่นว่านายสมัคร จะรวมพลังพรรคร่วมรัฐบาลได้ การหารือวันนี้เป็นการพูดคุยเพื่อหาทางออกในรัฐสภา ส่วนข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่ได้คุยกันในที่ประชุม ยังเชื่อมั่นว่ารัฐสภาจะเป็นทางออกสำคัญ รวมถึง พรก.ฉุกเฉินก็ไม่ได้พูดถึง



โพสต์โดย: นางสาวภัทราสิยากร ณ นคร ID: 5131601005

นายกรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เย็นนี้

นายกรัฐมนตรีบินด่วนไป จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีส่งมอบธงสัญลักษณ์โครงการ "จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วันสร้างสามัคคี" ณ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ให้กับตัวแทนประชาชนจากทั่วประเทศที่มาร่วมรับธงสัญลักษณ์ฯ เพื่อใช้ในกิจกรรมเดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติจากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วันสร้างสามัคคี โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบธงสัญลักษณ์ฯ ให้กับ 3 นักกีฬาทีมชาติไทย ที่ได้รับเหรียญรางวัล ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ได้แก่ สมจิตร จงจอหอ มนัส บุญจำนงค์ และ บุตรี เผือดผ่อง ในฐานะตัวแทนประชาชน ก่อนที่ธงสัญลักษณ์ทั้งหมดไปใช้ในกิจกรรมเดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติฯ ทั่วประเทศ โดยจะมีการแบ่งขบวนเดินวิ่งออกเป็น 3 สาย ประกอบด้วย สายเหนือ ออกเดินทางจาก จ. เชียงรายไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวม 26 จังหวัด สายใต้ จาก จ.นราธิวาส รวม 24 จังหวัด และสายตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ออกจากเดินทางจาก จ.หนองคาย รวม 26 จังหวัด ซึ่งธงสัญลักษณ์ฯ ทั้งหมดจากทั่วประเทศ จะกลับมารวมกันอีกครั้ง โดยจะมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ทั้งนี้ หลังจากจากนายกรัฐมนตรีมอบธงสัญลักษณ์ฯ ให้ตัวแทนักกีฬาทีมชาติแล้ว นายกรัฐมนตรีก็เดินทางกลับ ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เดินนำขบวน ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมฯ ในครั้งนี้ด้วย สำหรับประชาชนที่ร่วมกิจกรรมมาจากทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สวมเสื้อสีเหลืองและสีฟ้า ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ของวันพ่อและวันแม่ นายสมัคร กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีส่งมอบธงสัญลักษณ์โครงการ "จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี" ว่าในเวลา 17.00 น. จะเดินทางไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมือง กรณีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับรัฐบาล พร้อมย้ำชัดเจนว่าไม่ถอดใจ และจะไม่ลาออก โดยยืนยันว่าจะรักษาประเทศชาติไว้ให้สงบสุขเป็นร้อย ๆ ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ นายสมัคร เดินทางออกจากสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานแล้ว ได้เดินทางมายัง ขส.ทบ. เวลา 16.35 น. เพื่อเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยนายสมัครมีสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นผู้สื่อข่าวมาดักรอเป็นจำนวนมาก ได้เดินเข้าห้องรับรอง เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ก่อนนั่งรถจาก ขส.ทบ. ไปยังฝูง 601 กองบิน 6 ซึ่งอยู่ใกล้เคียง เพื่อขึ้นเครื่องบิน โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์.



โพสต์โดย: นางสาวชาลินี เอี่ยมโอน ID: 5131601043

เอแบคโพลล์เผยคนกรุงมีความสุขต่ำสุดจากเหตุขัดแย้งทางการเมือง

กรุงเทพฯ 31 ส.ค.- เอแบคโพลล์ พบคนกรุงเทพฯ มีความสุขต่ำสุดจากเหตุความขัดแย้งทางการเมือง เร่งทุกฝ่ายแก้ปัญหาก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงกว่านี้ เสนอ 5 แนวทางเพื่อเป็นทางออก ทั้งนำเอกลักษณ์รักความสงบสุข หันหน้ามาเจรจากันด้วยสันติวิธี ฝ่ายพันธมิตรฯ และรัฐบาล ควรตั้งมั่นในฐานของความเป็นจริงมากกว่ายึดมั่นในฐานของอำนาจของแต่ละฝ่าย เป็นต้น นายนพดล กรรณิกา หัวหน้าศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน (ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเรื่อง "ความสุขมวลรวมในช่วงเดือนสิงหาคม" ของประชาชนใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ระยอง ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และพัทลุง จำนวน 2,956 ราย ระหว่างวันที่ 21 - 30 สิงหาคม 2551 พบว่าความสุขมวลรวมอยู่ที่ 5.82 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ลดลงต่อเนื่องจาก 6.30 ในเดือนเมษายน ขณะที่ระดับความทุกข์กำลังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 4.39 เมษายนเพิ่มมาอยู่ที่ 4.90 กรกฎาคมเพิ่มขึ้นเป็น 5.29 และสิงหาคมอยู่ที่ 5.30 ตามลำดับ เมื่อจำแนกความสุขมวลรวมของประชาชนคนไทยออกตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ความสุขมวลรวมของประชาชนลดต่ำลงในทุกภูมิภาค ภาคอีสานต่ำสุดอยู่ที่ 5.37 ตามด้วยคนกรุงเทพฯ อยู่ที่ 6.07 ที่น่าพิจารณาคือ ความสุขด้านต่างๆ ของคนกรุงเทพฯ ที่มีค่าความสุขมวลรวมต่ำกว่าประชาชนในภาคอื่นๆ และมีค่าต่ำที่สุด ได้แก่ ความสุขของคนกรุงเทพฯ ต่อบรรยากาศขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับรัฐบาล มีค่าความสุขต่อบรรยากาศทางการเมืองเพียง 2.93 เท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกๆ ฝ่ายต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน ก่อนที่สถานการณ์จะรุนแรงบานปลายไปมากกว่านี้ และหน่วยงานด้านสุขภาพจิตต้องเร่งแนะนำช่วยให้ประชาชนผ่อนคลายความเครียดจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยความสุขครั้งนี้พบว่า ความสุขของสาธารณชนคนไทยภายในประเทศต่อความจงรักภักดีเพิ่มสูงขึ้นจาก 9.28 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 9.49 ในเดือนสิงหาคม นายนพดล ระบุด้วยว่า เมื่อประมวลภาพข้อมูลงานวิจัยที่ผ่านมา พบว่าแนวทางเพื่อเป็นทางออกของประเทศไทยขณะนี้น่าจะมีอย่างน้อย 5 ประการคือ 1.ประชาชนคนไทยทุกคนน่าจะนำเอกลักษณ์โดดเด่นของความเป็นคนไทย คือ รักความสงบสุข มีไมตรีจิตต่อคนอื่น รู้จักประนีประนอม เกื้อกูลกัน อดทนอดกลั้น หันหน้ามาเจรจากันด้วยสันติวิธี 2.ทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ และรัฐบาล ควรตั้งมั่นในฐานของความเป็นจริงมากกว่ายึดมั่นในฐานของอำนาจของแต่ละฝ่าย 3.กระบวนการยุติธรรมต้องเร่งสะสางคดีความต่างๆ ทางการเมืองด้วยความรวดเร็วฉับไว 4. สาธารณชนน่าจะได้รับการบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกอย่างสมดุล และ 5. ให้ทุกฝ่ายมุ่งไปที่ "การถอดบทเรียน" จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และเรียนรู้ร่วมกันในประวัติศาสตร์ใหม่ของการเมืองไทยครั้งนี้ โดยรัฐบาลและสาธารณชนควรปรับตัวให้อยู่ร่วมกันได้ในทุกสถานการณ์ และทุกความขัดแย้งโดยไม่มีการใช้ความรุนแรง




โพสต์โดย: นางสาวพรรณวิภา ติคำ ID: 5131601135

ผบช.น.สนองพระราชดำรัส “พระเทพฯ” ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ



“อัศวิน ขวัญเมือง” รับสนองพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพฯ ที่ทรงห่วงใยสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ย้ำตำรวจจะควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง และจะใช้ความละมุนละม่อมในการปฏิบัติหน้าที่ วันนี้ (31 ส.ค.) พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับสนองพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใยสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยตำรวจจะควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรงและใช้ความละมุนละม่อมในการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกันนี้ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยรักษาความปลอดภัยการชุมนุมของกลุ่ม นปก.หน้ารัฐสภา ซึ่งขณะนี้มีจำนวนผู้ชุมนุม 350 คน และยังไม่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าจะเคลื่อนมาเผชิญหน้า แต่เพื่อความไม่ประมาทได้จัดกำลังเสริมอีก 3 กองร้อย สามารถเข้าระงับเหตุได้ภายใน 5 นาที ทั้งนี้ได้ฝากเตือนทั้ง 2 กลุ่มอย่าใช้กำลังเพราะเป็นคนไทยด้วยกัน นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพร้อมยอมรับข้อกล่าวหาที่มีการระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานล่าช้าปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อ เพราะตนจะไม่ยอมให้มีการนองเลือดโดยเด็ดขาด
โพสโดย:นางสาวศิริกานต์ ทองเครือมา ID:5131601184

learning mistake from history of nation

เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่ข้าพเจ้ามักจะตื่นแต่เช้า เพื่อหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการเขียนบล็อกในแต่ละเอนทรี่
ข้าพเจ้าได้ไปพบกับเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ช่างตรงเหลือเกินกับเหตุการณ์บ้านเราขณะนี้
ทั้งรูปการ และแนวทาง ช่างเหมือนกันอย่างเหลือเชื่อ
จนทำให้ข้าพเจ้าอดไม่ไหวที่จะนำบทความๆนั้น มาแบ่งปันให้ทุกๆคนได้อ่านกัน
และอยากจะให้ทุกคน ร่วมกันคิดไปด้วย ... ไม่ใช่พยายามที่จะบอกกันว่า

อย่าทะเลาะกันเลย อายต่างประเทศเขา

หากประชาชน ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง เค้าก็คงไม่เรียกว่า ประเทศที่ใช้การปกครองระบอบประชาธิปไตยหรอกใช่ไหม ?
และถ้าหาก ประชาชน ยังคงคิดว่าเรื่องการเมือง มันเป็นเรื่องไร้สาระ
ประเทศนั้นๆ ก็ยากที่จะหาความเจริญได้ เพราะความขัดแย้งทางสังคม มันเป็นประเด็นหนึ่งที่จะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้ เหมือนที่เราก็ต่างได้เรียนกันมาแล้ว ในวิชา Man & society ในทฤษฎี Social Conflict แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครพูดถึงจุดนี้เลย ...

คุณไม่ควรจะสร้างภาพต่อคนอื่น
เพราะประเทศเรา ... มันขัดแย้งอยู่จริง
เพราะขัดแย้งและขาดการทำความเข้าใจที่ดี ผลที่ตามมา ก็คือ ทะเลาะกัน
มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ที่เราก็สามารถพบกันได้ทั่วไป
แต่ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ในเมื่อเราๆท่านๆต่างก็ต้องการสันติภาพ ความสงบสุข
ซึ่งตอนนี้ข้าพเจ้าก็ยังคงคิดไม่ออกว่า ...
จะมีทางแก้ทางไหนที่จะทำให้ประเทศไทยอยู่กันอย่างมีความสุข และมีสันติเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่หนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะเสนอก็คือ
การที่ประเทศจะพัฒนาได้นั้น ... จำเป็นที่ต้องมีประชาชนที่มีคุณภาพ
และที่สำคัญที่สุดคือ แผนการบริหารงาน "ที่มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพ" จริงๆ

มันอาจจะเป็นแค่ แผนการบริหารงานราชการที่เป็นเพียงแค่ "อุดมคติ"
ที่เราต้องการให้ มันเป็นไปด้วยความโปร่งใส
แต่ในปัจจุบันนี้ ในโลกที่มนุษย์ก็ยังคงเป็นวัตถุนิยม มันก็คงยาก
ที่จะหาคนที่มีใจที่ต้องการพัฒนาบ้านเมืองจริงๆ

บางคน ถึงขั้นบอกว่า ...
"เบื่อแล้วการเมืองจะทะเลาะกันไปทำไม
นายกต้องจน หรือไง นายกรวย ไม่ได้หรอ ?? "

รวยได้ค่ะ .... นายกจะเป็นใครก็ได้ ที่บริหารงานดี
ทำให้ประชาชนมีความสุข และที่สำคัญเงินที่รวยนั้น ต้องมาอย่างถูกกฎหมายอย่างแท้จริง
ไม่ใช่แอบเอาช่องว่างของกฎหมาย มาเป็นทางเพื่อเอาเปรียบคนอื่น





เอาหล่ะค่ะ ข้าพเจ้าเองก็พล่ามมามากแล้ว
ข้อความที่จะนำเสนอ ข้าพเจ้าได้ตัดทอนมาจาก http://www.14tula.com

ซึ่งเป็นบันทึกเหตุการณ์ระหว่างช่วง ๑๔ ตุลา
บันทึกที่ข้าพเจ้าตัดทอนมา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อวันที่ ๑๔ และ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖
ลองอ่าน และวิเคราะห์ดูว่า บันทึกนี้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันอย่างไร






บันทึกความทรงจำ วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖

ที่มา : http://www.14tula.com/remember/day14/day14_8.htm



.. บิดเบือน ..

เวลา 09.30 น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยได้กระจายเสียงแถลงการณ์ของจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี บิดเบือนว่ามีนักเรียนและผู้แต่งกายคล้ายทหารก่อวินาศกรรม บุกเข้าไปในสวนจิตรลดาฯ และสถานที่ราชการ โดยมุ่งหมายที่จะลบล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลจึงขอประกาศว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าหน้าที่จะเข้าระงับสถานการณ์อย่างเด็ดขาด

และระหว่างนั้นเอง พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร ในฐานะหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการปราบปรามจลาจล พร้อมกับทหารและตำรวจ ก็ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ บินตรวจการณ์และรายงานข่าวถึงจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร บิดเบือนว่าในธรรมศาสตร์มีการซ่องสุมอาวุธและผู้คน และการจลาจลครั้งนี้เป็นไปตามแผนของคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ยังมีการยิงปืนเอ็ม 16 และระเบิดแก๊สน้ำตาลงมาใส่ประชาชนด้วยตลอดทั้งวัน



.. ปะทะรุนแรงตอบโต้เผด็จการ ..

The image “http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/281/281/images/14October-Re.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

เหตุการณ์ได้บานปลายลุกลามออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ ทหารและตำรวจออกปราบฝูงชนโดยใช้ทั้งอาวุธปืน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ มีการต่อสู้ปะทะกันตลอดสายถนนราชดำเนินตั้งแต่ผ่านฟ้าถึงสนามหลวง โดยเฉพาะที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ กรมสรรพากร กองสลากกินแบ่ง โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตึก ก.ต.ป. กองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า รวมทั้งบริเวณสถานีตำรวจชนะสงครามและย่านบางลำภู

นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ก็เริ่มตอบโต้กลับรุนแรงมากขึ้น มีการยิงและปาระเบิดขวดตอบโต้ทหารตำรวจเป็นบางจุด มีการบุกเข้ายึดและทำลายสถานที่บางแห่งที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเผด็จการคณาธิปไตย สำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ตึก ก.ต.ป. และป้อมยามถูกเผา บางคนได้ขับรถเมล์ รถขยะ และรถบรรทุกน้ำของเทศบาลวิ่งเข้าชนรถถัง ศพวีรชนที่สละชีวิตหลายคนถูกแห่เพื่อเป็นการประจานความทารุณของทหารตำรวจและชักชวนให้ประชาชนไปร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาก็ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลศิริราชทางเรือตลอดเวลา

ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ออกแถลงการณ์โจมตีนักศึกษาประชาชนผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีคำสั่งให้ปิดสถาบันการศึกษาของรัฐในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการทุกแห่ง และประกาศไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านในเวลากลางคืน







บันทึกความทรงจำ วันจันทร์ที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖

ที่มา : http://www.14tula.com/remember/day15.htm


ยังตึงเครียด
The image “http://www.2519.net/newweb/gallery_new/images/10/ThuDecember2003-11-13-7-big5.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

http://www.14tula.com/images/gallery/event/images/e033_JPG.jpg

เวลา 00.30 น. ภายหลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว จอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังคงออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกและวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยว่า มีผู้ที่พยายามจะนำลัทธิการปกครองอื่นที่เลวร้ายมาล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย จึงขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่จนสุดความสามารถ
ตลอดทั้งคืน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนยังคงยืนหยัดชุมนุมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก ที่บริเวณกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ประชาชนก็ปะทะกับตำรวจทหารอยู่เป็นระยะ การจลาจลขยายขอบเขตออกไปทั่วกรุงเทพฯ ขณะที่ศูนย์ปวงชนชาวไทยได้พยายามประกาศให้หยุดการยิงต่อสู้กันและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่เพื่อให้สถานการณ์สงบลง
จนกระทั่งถึงเช้า ประชาชนได้มาสมทบที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมากขึ้นเรื่อย ๆ ถนนทุกสายในกรุงเทพฯ เกลื่อนกลาดไปด้วยถังขยะเทศบาล เศษแก้ว เศษไม้ ซากป้อมตำรวจ ซากรถที่ถูกเผา สัญญาณไฟจราจรถูกทำลาย ส่วนทางต่างจังหวัด มีการชุมนุมเพื่อไว้อาลัยแกผู้เสียชีวิตและโจมตีความโหดร้ายของรัฐบาลเก่า รวมทั้งมีการบริจาคเลือดเพื่อส่งมาให้โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ
และเมื่อเวลา 08.15 น. สถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ก็ได้กระจายเสียงประกาศของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ให้ราชการในกรุงเทพฯ หยุดเป็นเวลา 3 วัน
เหตุการณ์ยังคงตึงเครียด ทหารส่งกำลังเข้ามาเสริมตามจุดต่าง ๆ ที่มีการจลาจล ส่วนทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วกรุงเทพฯ ไม่ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ แต่ตั้งรับอยู่ในแต่ละสถานีโดยไม่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจ หลายโรงพักถูกปล่อยร้าง
ฝ่ายกลุ่มประชาชนซึ่งยึดรถเมล์ได้ ก็ขับรถออกวิ่งไปตามถนนสายต่าง ๆ พร้อมกับร้องเพลงปลุกใจและโบกธงชาติ ขณะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยคนนับพันยังคงชุมนุมกันอยู่ โดยมีนักศึกษาผลัดกันขึ้นพูดให้เหตุการณ์ร้ายต่าง ๆ สงบลง ตามโรงพยาบาลทุกแห่ง แพทย์และพยาบาลต้องทำงานอย่างหนัก คนเจ็บและเสียชีวิตถูกนำมาส่งทุกระยะ จนไม่มีที่ว่างเหลือ ทุกโรงพยาบาลประกาศขอรับบริจาคเลือดและเงิน ซึ่งก็มีประชาชนไปบริจาคอย่างคับคั่ง


ทหารประกาศปราบคอมมิวนิสต์

http://www.14tula.com/images/gallery/event/images/e018_jpg.jpg

in the past


then ...


แต่แล้วเมื่อเวลาประมาณ 11.30 น. กองบัญชาการทหารสูงสุดกลับออกประกาศว่าผู้ก่อการจลาจลไม่ใช่นิสิตนักศึกษา แต่เป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ อย่าเชื่อข่าวลือที่ว่าทหารตำรวจทำร้ายนิสิตนักศึกษา และขอให้ประชาชนแยกออกจากผู้ก่อการจลาจล เพื่อที่ราชการจะได้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ให้สิ้นซากโดยเร็ว
ระหว่างนั้น เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยพร้อมกับกรรมการและเจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ได้เข้าพบนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ที่พระราชวังสวนจิตรลดา เพื่อปรึกษาถึงวิธีการแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ทางด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า ประชาชนได้ช่วยกันปาระเบิดเพลิงเข้าไปจนถูกไฟไหม้อย่างหนัก จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องถอนกำลังออกไป จากนั้นก็มีประชาชนบุกเข้าไปเผาสถานีตำรวจนางเลิ้งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันด้วย



คลี่คลาย
ช่วงเที่ยง ประชาชนหลายหมื่นคนได้เดินทางมาชุมนุมกันในบริเวณถนนราชดำเนินกลางอย่างแน่นขนัด เพื่อมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่กองบัญชาการปราบปรามจลาจล สวนรื่นฤดี จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร ได้ตัดสินใจที่จะเดินทางหนีออกนอกประเทศ เนื่องจากเกิดความขัดแย้งอย่างหนักในรัฐบาล และในหมู่ทหารตำรวจ
ถัดมาเวลา 14.10 น. สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้กระจายเสียงประกาศของกองบัญชาการทหารสูงสุด ห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในเวลากลางคืน เพื่อสะดวกในการปราบปรามจลาจล
ขณะเดียวกัน กรรมการศูนย์กลางนิสิตฯ ก็ได้แบ่งกันออกไปพูดกับประชาชนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์และให้สลายตัวโดยเร็วที่สุด และกรรมการฯ อีกส่วนหนึ่งไปติดต่อโรงพิมพ์สำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้พิมพ์เจตจำนงของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ รวมกับแถลงการณ์ของศูนย์กลางนิสิตฯ ถึงประชาชน เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่
จนกระทั่งเวลา 18.40 น. วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศข่าวการลาออกจากราชการและการเดินทางออกนอกประเทศของถนอม-ประภาส หลังจากข่าวแพร่สะพัดออกไป ประชาชนต่างก็โห่ร้องยินดีและเริ่มทยอยกันกลับบ้าน


ประภาส-ณรงค์ ลี้ภัยการเมือง

The image “http://blogazine.prachatai.com/bz-admin/temp/saengdao_20071013_1.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


The image “http://www.2519.net/newweb/gallery_new/images/9/ThuDecember2003-11-21-37-big2.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปราศรัยทางโทรทัศน์และวิทยุในเวลา 20.45 น. ถัดจากนั้นกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยก็ปราศรัยสดุดีวีรกรรมของประชาชนและขอให้ผนึกกำลังกันเพื่อพิทักษ์รักษาสิ่งที่ได้มาให้ยั่งยืนต่อไป
จากนั้นจอมพลประภาส พ.อ. ณรงค์ พร้อมครอบครัวและผู้ติดตามจึงได้เดินทางลี้ภัยการเมืองโดยเที่ยวบินพิเศษ มุ่งหน้าไปกรุงไทเป เกาะใต้หวัน เมื่อเวลา 21.47 น. ส่วนจอมพลถนอมนั้นเดินทางตามไปในวันรุ่งขึ้น เวลา 22.00 น.
ผลจากเหตุการณ์รุนแรงตลอดวันที่ 14-15 ตุลาคม 2516 ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 77 คน และบาดเจ็บอีก 857 คน

The image “http://www.bloggang.com/data/ployjub/picture/1175948654.gif” cannot be displayed, because it contains errors.

credit all of photos from www.manager.co.th
and all of old photos that I found in google

for more information :
บันทึกลับจากทุ่งใหญ่
http://www.geocities.com/tungyai_2516/


written by : Kotchakorn Sunthikhunakorn 513 1601 001


“พิภพ” ย้ำยึดทำเนียบฯ ถึงที่สุด เรียกร้องหยุดงานทั้งประเทศจันทร์นี้



“พิภพ” ย้ำยึดทำเนียบฯ ให้นานที่สุดจนกว่า “หมัก” จะลาออก เรียกร้องรัฐวิสาหกิจ-เอกชนนัดหยุดงานพร้อมกันทั่วประเทศนานต่อเนื่อง 7 วันเริ่มตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป มั่นใจรัฐบาลอยู่ไม่ได้แน่

วานนี้ (30 ส.ค.) นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เชื่อว่า พรรคพลังประชาชนจะทำทุกทางเพื่อไม่ให้ นายสมัคร สุนทรเวช ยุบสภา แต่จะให้ลาออกไป ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็ร่วมเสวยสุขในอำนาจรัฐ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องการอยู่ในอำนาจรัฐให้นานที่สุด

นายพิภพ ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลต้องการให้เกิดความรุนแรง และให้ทหารออกมาปฏิวัติ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดีในศาล จะได้มีเหตุผลในการลี้ภัยไม่ต้องถูกจำคุก อย่างไรก็ดี เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งการสลายการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯได้ทำให้ศาลแพ่งทุเลาคำสั่งบังคับคดีให้รื้อถอนออกไปพ้นทำเนียบฯ และย้ำว่าหากรัฐบาลใช้ความรุนแรงก็จะหมดความชอบธรรม ไม่ได้รับการยอมรับ

นายพิภพ ย้ำว่า ประชาชนที่เข้ามายึดทำเนียบฯเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เป้นการใช้สิทธิ์ในอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชน เป็นการมาทวงสิทธิ์คืนจากรัฐบาลฉ้อฉลเพื่อส่งต่อเพื่อการเมืองใหม่ การเมืองที่มีคุณธรรม

นายพิภพ กล่าวว่า ถ้า นายสมัครไม่ลาออกหรือยุบสภาในวันพรุ่งนี้ก็แสดงว่าต้องการอยู่ต่อจนถึงการผ่านงบประมาณและเวลานี้ถามว่าถ้านายสมัครไม่สามารถใช้ทำเนียบฯ ออกมติใดๆ ได้ก็ไม่มีความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล ดังนั้นเราต้องยึดทำเนียบฯจนถึงที่สุด

นายพิภพ กล่าวย้ำว่า ในรัฐบาลขณะนี้มี 3 แนวทาง คือ ลาออก ยุบสภา และใช้ความรุนแรง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ใช้ความรุนแรงเขาก็จะหมดความชอบธรรมและแพ้ทันที

นายพิภพ เรียกร้องสันติวิธีและอหิงสา แต่ไม่ได้หมายความต้องอยู่เฉยๆ เพราะมีหลายขั้นตอน แต่หลักการเหล่านั้นมีหลายขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนต่อไปเรียกร้องให้มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศนานต่อนื่องเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไปถ้าเป็นอย่างรัฐบาล นายสมัคร จะอยู่ไม่ได้แน่นอน

ที่มา : http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000102701

โพสต์โดย : นางสาวมณีกาญจน์ คงชาฤทธิ์

ID : 5131601156