แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ by:Nisara Kanthawong 5131601108 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ by:Nisara Kanthawong 5131601108 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

รัฐบาลเข็นนโยบายเร่งด่วน โชว์ปรองดอง


ปลุกปชต.-สัมพันธ์เพื่อนบ้าน ชู8เรื่องหลัก-14ประเด็นย่อย

ม็อบบุก - กลุ่มคนพิการตาบอดมาชุนนุมประท้วงหน้าหมู่บ้านของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและความยากไร้ของคนพิการทั่วประเทศ นับเป็นม็อบกลุ่มแรกที่เคลื่อนไหวบุกถึงหน้าบ้านพักหลังนายสมชายรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่ย่านถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 24 กันยายน

ชงรัฐบาลชู 14 เรื่องเร่งด่วน 8 นโยบายหลัก 14 เรื่องย่อย เฉพาะหน้าเน้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ การฟื้นฟูประชาธิปไตยและการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับ ปท.เพื่อนบ้าน รวมถึงผลักดันเมกะโปรเจ็คต์ "สุชาติ"ขอโทษปูด บ.ประกันมีปัญหา ต่อไปจะระมัดระวังปาก แต่ไม่วายบอกค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 34-35 บ. ท้าให้ดูที่ผลงานเมื่อบ่ายวันที่ 24 กันยายน มีการประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการจัดทำนโยบายรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน (พปช.) และนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่สำนักงาน พปช.อาคารไอเอฟซีที โดยนายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการ พปช. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมว่า ได้รับมอบจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่ประสานงานการจัดทำร่างนโยบาย โดยแบ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน 14 เรื่อง นโยบายหลัก 8 เรื่อง และนโยบายย่อย 14 เรื่อง มีเนื้อหา 25 หน้า ซึ่งจะดำเนินการภายใน 3 ปี สำหรับนโยบายเร่งด่วนจะเน้นการสร้างความสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติ การฟื้นฟูประชาธิปไตยและการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การฟื้นฟูโครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจ็คต์และนโยบายการลงทุนหลักขนาดใหญ่ การพัฒนาคน การเร่งหารายได้เข้ารัฐ โดยจะนำเม็ดเงินมาจาการท่องเที่ยว การให้โอกาสคนยากจนเข้าถึงแหล่งทุน การแก้ไขปัญหาปากท้อง รวมถึงการดูด้านการเงินโดยเฉพาะภาวะเงินเฟ้อ

นายนพดลกล่าวว่า สำหรับร่างนโยบายดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อสรุป โดยพรรคจะนำไปประชุมรับฟังความคิดเห็นกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง คาดว่า จะเป็นวันที่ 26 กันยายน โดยจะมีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ส.ส.เชียงใหม่ พปช. เป็นผู้ประสานงานกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ นโยบายรัฐบาลต่อเนื่องจากนโยบายรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช แต่จะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะสามารถแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ภายในต้นเดือนตุลาคม

ขณะที่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกรณีระบุธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังหาสภาพคล่องให้กับบริษัทประกันภัยที่มีปัญหา โดย ธปท.ได้ติดต่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 3 แห่งในไทย เพื่อช่วยเหลือปล่อยเครดิตไลน์ให้กับบริษัทที่มีปัญหาว่า ยืนยันว่าไม่มีบริษัทไหนในประเทศไทยมีปัญหา เนื่องจากประเทศไทยอยู่ห่างไกลจากปัญหามาก

"เราอยู่ห่างจากประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 12 ชั่วโมง ฉะนั้น ปัญหาของเรายังห่างไกล จากเขามาก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรามีแผนงานต่างๆ ที่เตรียมเอาไว้พร้อมรองรับกับสถาน การณ์ที่เกิดขึ้นไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการเตรียมสภาพคล่องต่างๆ ไว้ และเมื่อมีสถานีวิทยุแห่งหนึ่งมองว่ารัฐบาลไม่ได้ทำอะไร แต่เราก็บอก ไปว่าขณะนี้ ธปท.ได้เตรียมสภาพคล่องต่างๆ ไว้รองรับกรณีที่อาจจะมีบริษัทประกันภัยที่มีปัญหาแล้ว แต่ในความเห็นของนักวิชาการตอนนี้ยังไม่มีบริษัทอะไรในเมืองไทยที่มีปัญหา แต่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดแบบนั้นไม่ได้ บอกได้เพียงแต่ต้องเตรียมการรองรับไว้ก่อนจะดีกว่า" นายสุชาติกล่าว


นายสุชาติกล่าวว่า "เรื่องทั้งหมดที่ทำให้เกิดความสับสนขึ้น ถือเป็นความผิดของผมที่พูดไม่ชัดเจนและมีข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ดังนั้น คงต้องขอโทษทุกคนด้วย จากนี้จะไม่สร้างความสับสนให้เกิดขึ้นอีก เหมือนเรื่องคนตกใจว่าบ้านไฟไหม้ แล้วรีบวิ่งจนเหยียบกันตายซึ่งต้องระวัง และยืนยันว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยได้ดูแลทุกอย่างเต็มที่ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น"สำหรับแนวทางในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องเงินในระบบ นายสุชาติกล่าวว่า จำเป็นจะต้องรักษาระดับค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งระดับที่มองว่าน่าจะเหมาะสมในขณะนี้คือ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ หากปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่านี้อาจจะทำให้สินค้าทุนต่างๆ แพงขึ้น แต่คงจะพูดอะไรมากไม่ได้ เนื่องจากคนที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องอย่าพูด เพราะแนวทางการทำงานของตนจะเน้นการให้นโยบายแต่ไม่ได้ลงไปในรายละเอียด

ส่วนแนวทางในการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคเอกชนที่มีท่าทีผิดหวังต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ นายสุชาติกล่าวว่า ต้องพิสูจน์กันในอนาคต เพราะสิ่งที่ต้องการทำที่สุดคือ การแก้ไขปัญหาความยากจนของประชาชน ให้ชาวบ้านมีเงิน ค่าเงินไม่แข็งจนเกินไป ไม่เช่นนั้นเงินทุนของประเทศจะไม่เข้ามา ดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ขึ้น ขณะที่ชาวต่างประเทศเมื่อนำเงินเข้ามาในประเทศซื้อหุ้นและทำกำไร ก็เท่ากับว่ากำไรที่เขาได้รับก็มาจากชาวไร่ชาวนาของไทยที่อยู่เฉยๆ ราคาข้าวก็ลดลงไปจากที่ควรจะเป็น แต่สิ่งที่พูดไปไม่ใช่ว่าจะไปปิดกั้นการลงทุน เพียงแต่ต้องการจะดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและสภาพคล่องให้ดี

"เรื่องความคาดหวังเชื่อมั่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่คงเรียกร้องอะไรไม่ได้ เพราะต้องดูที่ผลงานด้วย แต่ขอให้ไปถามคนในต่างจังหวัดดูด้วย เพราะเท่าที่ผมลงพื้นที่มาก็ยังเห็นว่าชาวบ้านนิยมชมชอบโครงการรากหญ้า เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน (เอสเอ็ม แอล) ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" นายสุชาติกล่าว

สำหรับการทำงานร่วมกับ ธปท. นายสุชาติกล่าวว่า จะทำงานตามที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย แนะนำ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และที่ผ่านมาความคิดเห็นที่เสนอไปก็ให้ในฐานะนักวิชาการ นอกจากนี้ ยืนยันว่าเป็นพี่น้องกับ ธปท. ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามว่าแนวทางในการกำกับดูแลนโยบายอัตราดอกเบี้ยระยะต่อจากนี้ควรจะเป็นไปในทิศทางใด นายสุชาติกล่าวว่า เรื่องนี้คงจะต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ธปท.ในฐานะผู้รับผิดชอบที่จะต้องดูแลเป็นผู้ตอบคำถามจะเหมาะสมกว่า นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดบริษัทประกันภัยมีปัญหาสภาพคล่อง เพราะบริษัทประกันภัยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหากจะมีปัญหาขาดสภาพคล่องก็เป็นเรื่องที่ธุรกิจจะติดต่อกันเองระหว่างบริษัทประกันภัยกับธนาคารพาณิชย์ไม่เกี่ยวกับ ธปท.

"ผมไม่ทราบว่า สิ่งที่รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพูดหมายถึงอะไร เพราะยังไม่ได้เจอกับนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.ด้วยว่า มีการรายงานอะไรไปหรือไม่ แต่เท่าที่คุยกับ คปภ.เองก็ไม่ทราบเรื่องและธนาคารก็ไม่ได้รายงานอะไรมาที่เรา เพราะเป็นเรื่องที่เขาจะคุยกันเอง" นายสรสิทธิ์กล่าวนายสรสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้สภาพคล่องของระบบสถาบันการเงินยังดี มีฐานมั่นคง สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐานบีไอเอส เฉลี่ย 15% มากกว่าขั้นต่ำที่ 8.5% แสดงว่าสภาพคล่องเพียงพอที่จะรองรับการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่มีสินทรัพย์ที่ลงทุนในต่างประเทศประมาณ 1% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งถือว่าต่ำมาก นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. กล่าวภายหลังการประชุม เพื่อประเมินผลกระทบจากวิกฤตทางการเงินของสหรัฐอเมริกาต่อธุรกิจประกันภัยของไทยว่า จากการติดตามสถานการณ์ในเบื้องต้นพบว่ายังไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น เนื่องจากสถานภาพของบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย ยังมีอัตราการขยายตัวในระดับสูง และเมื่อตรวจสอบบริษัทประกันภัยในประเทศไทยทั้งหมด 99 แห่ง พบว่ามีเพียง 2 แห่งที่เป็นปัญหาแต่ก็เกิดขึ้นมานานแล้ว ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนอย่าตกใจและขอคืนกรมธรรม์ก่อนกำหนด

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2551

"พันธมิตร"ถกร่วมนักวิชาการหารือแนวทางการเมืองใหม่ ยันไม่รีบเจรจา"สมชาย"รอตั้งครม.เสร็จก่อน

แกนนำพันธมิตรฯประชุมวงเล็กนักวิชาการเย็นนี้ เรื่อง"แนวทางการเมืองใหม่" พร้อมเจรจากับ "สมชาย"ภายใต้ 2 เงื่อนไข ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลพลังประชาชนต้องออกไป ยันไม่ใจอ่อนหลังนายกฯโทร.คุย บอก ส.ส.ยิ่งรุมทึ้งเก้าอี้ยิ่งเพิ่มความชอบธรรมให้พันธมิตร "จงรัก" ปัดข่าวสลายวันที่คนน้อย ระบุแกนนำเข้าใจผิด
"จำลอง"เผยถกแนวทางการเมืองใหม่ร่วมนักวิชาการเย็นนี้
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า เวลา 14.00-17.00 น.วันนี้ (21 ก.ย.) จะมีการประชุมเรื่องแนวทางการเมืองใหม่ โดยประกอบด้วย แกนนำพันธมิตรฯ นักวิชาการ ที่เคยเสนอความเห็นเกี่ยวกับการเมืองใหม่ ประมาณ 10 คน เพื่อกำหนดแนวทางการเมืองใหม่ แต่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟัง สำหรับการเจรจากับรัฐบาลเพื่อหาทางแก้ไขนั้น ขณะนี้ยังไม่มีรับการติดต่อมา ซึ่งทางกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เร่งรีบที่จะเจรจา และไม่เร่งรัดนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นใจว่า รัฐบาลต้องตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน เมื่อนายกฯพร้อม ก็สามารถติดต่อมาได้ เพราะเราไม่ปิดกั้นการเจรจา

ส่วนที่รัฐบาลได้เจรจากับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ต้องสอบถามนายสนธิเอง เพราะตนยังไม่ได้พบกับ นายสนธิ และวันนี้นายสนธิอาจไม่ได้มาร่วมประชุมด้วย เพราะต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

เมื่อถามถึงกรณีตำรวจจะมีการสลายการชุมนุมช่วงเช้ามืด ระหว่างวันที่ 22-23 ก.ย.นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า คนที่ส่งข่าวมาให้เป็นผู้ปรารถนาดี ไม่ได้ปรารถนาร้าย ซึ่งแกนนำยืนยันว่า มีความเป็นไปได้ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ตำรวจ ผู้ชุมนุมอยู่กันตามปกติ หากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการมาจับก็สามารถจับได้ หากคิดว่าสลายการชุมนุมแล้วมีผลดีตามมา

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ทำไมไม่มอบตัวเพื่อสู้คดี เมื่อชนะคดีก็เป็นความชอบธรรมในการชุมนุม พล.ต.จำลอง กล่าวว่า ที่อยู่อย่างนี้ก็เป็นความชอบธรรม กลุ่มพันธมิตรฯ จะรอให้ศาลวินิจฉัยการอุทธรณ์ก่อน เรื่องคดีมีนักกฎหมายผู้ใหญ่แสดงความเป็นห่วงว่าหากไปมอบตัว อาจจะมีปัญหา เพราะเรื่องนี้เป็นการกลั่นแกล้งกัน

สรส.1พันสมทบ-น.ศ.จัดแฟชั่นกู้ชาติ
เวลา 13.00 น. สมาชิก สรส.ประมาณ 1,000 คน สวมเสื้อสีชมพูเดินทางมายังลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 เพื่อบวงสรวงสักการะเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ และวันรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย จากนั้นได้มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล แกนนำผลัดขึ้นอภิปรายบนเวที สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรและคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
เวลา 16.00 น. กลุ่มแนวร่วมนิสิตนักศึกษาได้เปิดเวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ แสดงกิจกรรมแฟชั่นโชว์กู้ชาติ การแสดงดนตรี และการจัดเสวนาเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง ซึ่งดึงดูดความสนใจให้กับผู้ชุมนุมที่ทยอยเดินทางมารวมตัวกันในช่วงบ่าย นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบนถนนประวัติศาสตร์การเมือง เช่น นิทรรศการภาพถ่ายการเมือง การวาดภาพการตูนล้อเลียนนักการเมือง และเกมเตะแพะตัวที่สอง
"จงรัก" ปัดข่าวสลายวันคนน้อย
ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 1 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การชุมนุม จากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมในคืนวันที่ 19 กันยายน เป็นไปโดยความเรียบร้อย มีผู้เข้าร่วมชุมนุมในส่วนของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สนามหลวง ประมาณ 6,000 คน ส่วนกลุ่มพันธมิตรมี 2,000-3,000 คน ส่วนกรณีที่ พล.ต.จำลองระบุในวันที่ 22-23 กันยายน จะมีตำรวจภูธรมาสลายการชุมนุม จับกุมแกนนำนั้น อาจจะเป็นความเข้าใจของ พล.ต.จำลองเอง ขอยืนยันว่าตำรวจจะยังไม่สลายการชุมนุม จะใช้แค่วิธีการที่นุ่มนวลเท่านั้น อย่างไรก็ดี ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกหมายจับ ตำรวจก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่การเข้าไปจับกุมแล้วสร้างความไม่สงบเรียบร้อยขึ้น ตำรวจจะต้องพิจารณาด้วย หมายจับมีอายุความนานถึง 20 ปี
พล.ต.อ.จงรักกล่าวถึงกรณีที่นายกฯโทร.ขอเจรจากับนายสนธิว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ คงเป็นความปรารถนาดีของนายกฯที่อยากจะให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย
"ปชป." วอนพธม.-นปช. เคารพสื่อ
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (เงา) กล่าวแสดงความเป็นห่วงการทำงานของสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ นปช. โดยเรียกร้องกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งปัจจุบันและที่จะมีขึ้นในอนาคตให้เคารพในการทำงานของสื่อ เพราะเชื่อมั่นว่าสื่อทำงานตามวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา มากกว่าเพื่อผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง จึงควรเคารพในการทำงานซึ่งกันและกัน และคิดว่าจะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
งง! สมชายชูสันติแต่ส.ส.จัดม็อบ
นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำ นปช.นำม็อบมาชุมนุมที่สนามหลวงเมื่อคืน วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมาว่า ข้องใจนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องการความสมานฉันท์จริงหรือไม่ แต่ทำไมจึงปล่อยให้คนของพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำพาคนมาชุมนุม หากรัฐบาลอยากจะแก้ปัญหาจริง จะให้กลุ่ม นปช.มาชุมนุมกันทำไม เพราะอาจเกิดความวุ่นวายถึงขั้นเกิดเหตุการณ์รุนแรงได้
"จำลอง" ยันไม่ใจอ่อน
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 กันยายน โดย พล.ต.จำลอง ตอบคำถามผู้สื่อข่าวซึ่งถามถึงท่าทีพันธมิตรที่อ่อนลงหลังจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี โทรศัพท์คุยกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรเพื่อขอนัดเจรจา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมเปิดเจรจากับรัฐบาลว่า อย่าใช้คำว่าท่าทีอ่อนลง เท่าที่นายสนธิเล่าให้ฟัง นายสมชายโทร.มาติดต่อขอเจรจา และถามสารทุกข์สุกดิบ เท่านั้นจริงๆ ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติมจากนี้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เป็นคนไทยด้วยกัน หากต้องการมาพูดคุยก็มาได้ตลอดเวลา เพราะพันธมิตรไม่ใช่พวกใหญ่โตอะไร ใครมาพูดคุยด้วยก็น่ายินดี แต่ขณะนี้ยังไม่มีการประสานมาว่าจะมาเมื่อไหร่ ยังไม่มีการส่งตัวแทนมาเจรจา และทางพันธมิตรไม่ได้มอบหมายใครเป็นพิเศษในการเปิดเจรจา แกนนำทุกคนเปิดกว้าง สามารถโทร.มาคุยกับทุกคนได้ตลอดเวลา เมื่อได้ผลการเจรจาก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุมแกนนำอีกครั้ง
พร้อมเจรจาภายใต้2เงื่อนไข
"พันธมิตรไม่ได้ปิดกั้นว่าจะต้องเจรจากับนายกฯเพียงคนเดียว แต่ถ้าจะส่งตัวแทนมาก็ต้องเป็นบุคคลที่มีอำนาจในการตัดสินใจและน่าเชื่อถือ โดยต้องอยู่บนฐาน 2 ข้อ คือ 1.ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และ 2.รัฐบาลพรรคพลังประชาชนต้องออกไป อย่างไรก็ดี ยังไม่ได้พูดคุยเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ กับนายสมชาย ทางกลุ่มแกนนำยังต้องหารือกันก่อน คิดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน เพราะหน้าที่เร่งด่วนของนายสมชายขณะนี้คือจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน" พล.ต.จำลองกล่าว
เมื่อถามว่า กรณีที่นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรเป็นการช่วยพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นรัฐบาล พล.ต.จำลองกล่าวว่า นางสุดารัตน์บอกว่าไม่ยุ่ง แต่ก็เข้ามาจุ้นจ้าน ถึงถูกศาลพิพากษาไปแล้วก็ยังเข้ามาจัดโควต้ารัฐมนตรีได้ทุกครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพันธมิตรต้องเรียกร้องให้มีการเมืองใหม่ เพราะการเมืองเก่าแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ ต้องแย่งโควต้ารัฐมนตรีกัน เพราะซื้อเสียงเข้ามาต้องมาถอนทุน มันเป็นแบบนี้เป็นวงจรอุบาทว์ พันธมิตรไม่ได้ช่วยพรรคประชาธิปัตย์ แต่ต่อต้านการซื้อเสียงการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อกลับไปซื้อเสียง เพื่อจะเข้ามาเป็นรัฐบาลให้ได้ การเมืองเป็นอย่างนี้ประเทศชาติไปไม่รอด ทางรอดคือการเมืองใหม่
รุมทึ้งเก้าอี้พันธมิตรยิ่งชอบธรรม
"ยิ่งมีการแย่งตำแหน่งกันมากเท่าไหร่ก็เป็นความชอบธรรมของพันธมิตร ขณะนี้กำลังเป็นประเด็นที่สาธารณชนสนใจ" พล.ต.จำลองกล่าวทางด้านนายพิภพกล่าวถึงการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในเรื่องการเมืองใหม่ว่า ในวันที่ 21 กันยายน จะเปิดเวทีรับฟังความเห็นในทำเนียบ มีนักวิชาการและตัวแทนกลุ่มวิชาชีพบางส่วนมาร่วมแสดงความเห็น เมื่อได้โครงร่างจากเวทีนี้ก็จะนำไปสู่ที่ประชุมแกนนำพันธมิตรเพื่อมาประกาศเป็น "ตุ๊กตา" ในวันที่ 22 กันยายน เพื่อให้สาธารณชนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่ารูปแบบที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร ส่วนที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอสัดส่วน ส.ส. เป็น 50 ต่อ 50 ก็จะนำสูตรนี้มาประกอบการเสวนาด้วย
ยันข่าว "ตร." กะลุย3วันคนน้อย
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวกำลังตำรวจจากทั่วประเทศเข้ามาปราบกลุ่มพันธมิตรในวันที่ผู้ชุมนุมน้อยอย่างวันจันทร์ อังคาร พุธ แล้วพันธมิตรจะดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างไร พล.ต.จำลองกล่าวว่า กระแสข่าวนี้เป็นเรื่องจริง ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวมาแล้ว เพียงแต่ตำรวจคงคิดหน้าคิดหลังอยู่ หากเข้ามาสลายกลุ่มผู้ชุมนุมในทำเนียบจริง อาจมีเรื่องวุ่นวายตามมา อย่างครั้งที่แล้วที่ตำรวจใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก็ทำให้รัฐวิสาหกิจหยุดงาน เพราะไม่เห็นด้วยกับการปราบผู้ชุมนุม คนที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายของการหยุดงานคือ ตำรวจและรัฐบาลไม่ใช่ผู้ชุมนุม หรือรัฐวิสาหกิจ
นายสมศักดิ์กล่าวว่า พันธมิตร จ.ศรีสะเกษ แจ้งข่าวมาว่า ในวันที่ 22-23 กันยายน ช่วงเช้าจะมีคนน้อย ตำรวจอาจจะสลายม็อบ หากมีการสลายม็อบจริง สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สรส.) จะนัดหยุดงานอีกแน่นอน
ขณะที่ พล.ต.จำลองกล่าวเสริมว่า หากสลายม็อบจริงแล้วมีการจับแกนนำ อาจเกิดเหตุอย่าง "พฤษภาทมิฬ" แน่นอน

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

ปิดประตู ยุบสภา-ลาออก จุดชนวนสงครามกลางเมือง


จนถึงวินาทีสุดท้ายของศึกอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติระหว่างสองสภา สมัคร สุนทรเวช ก็ยังคงยืนกรานว่า ผมจะไม่ยอมแก๊งข้างถนน ผมจะไม่ลาออก ไม่ยุบสภา แต่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยที่มีมากว่า 76 ปีไว้
ถือเป็นการปิดประตูตอกฝาโลง ปฏิเสธร่วมผ่าทางตันทางการเมืองตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตยอย่างไม่มีเยื่อใย
ทั้งๆ ที่ฝ่ายค้าน และ ส.ว.ก็ต่างดาหน้าออกมากดดันให้ "สมัคร" ลุกขึ้นประกาศต่อหน้าสมาชิกกว่า 600 คน เพื่อรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออก
เวลากว่า 11 ชั่วโมง ในการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย แม้จะใช้รูปแบบแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง แต่ท้ายสุดเนื้อหาและสาระของศึกอภิปรายกลับเป็นเพียงเวทีโต้คารมที่ทำให้เห็นว่า ใครใส่กางเกงในสีอะไร เท่านั้น
เวทีนี้จึงล้มไม่เป็นท่า เพราะสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ยังคงเล่นเกมการเมืองจนทำให้เวทีตกอยู่ในสภาพไร้จุดร่วม มีแต่จุดต่าง การเปิดสภาฉุกเฉินครั้งนี้จึงเป็นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจพันธมิตร โดยมีพรรคฝ่ายค้าน และ ส.ส.ฝ่ายพันธมิตรเป็นจุดเกาะเกี่ยว
เจตนาที่ต้องการระดมสมองเพื่อหาทางออกร่วมกันจึงพังทลาย เพราะ "สมัคร" เองก็ยังคงเป็นสมัครคนเดิมที่ปิดหูไม่ยอมรับฟัง ซ้ำยังเล่นบทนักการเมืองโบราณตีโต้ตอกกลับข้อเสนอทุกประเด็นอย่างไม่ลดราวาศอก
ท้ายสุด-สุดท้าย คนที่ขอเปิดสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 จึงเป็นคนปิดประตูทะลุมิติเพื่อหาทางออกเสียเอง
แม้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเสนอทางออกแบบยอมเสียเปรียบว่า วันนี้เราต้องยอมเจ็บ เพราะการยุบสภาจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งและสภาก็จะรับผิดชอบร่วมกัน แนวทางนี้พวกผมก็เสียเปรียบทุกเรื่อง แต่เราต้องยอมเพื่อบ้านเมือง
ทว่าก็ไร้เสียงตอบรับจากปลายทาง ถ้อย คำอันแข็งกร้าวและท่าทีอันแข็งขืนของ นายกฯที่ชื่อ "สมัคร" ยิ่งทำให้สถานการณ์การเมืองดิ่งลึกลงสู่หุบเหวและตกอยู่ในภาวะไร้ทางออกมากขึ้น เพราะดูท่าทีของพันธมิตร ที่ปักหลักชุมนุมครบ 100 วัน จะไม่ยอมหัก แต่ยังคงเดินหน้าอาศัยหลัก "ประชาภิวัตน์" กระทุ้งให้มีการเมืองใหม่อยู่ทุกขณะจิต
โดยเฉพาะการประกาศใช้มาตรการตัดน้ำ-ตัดไฟ การปิดเส้นทางการคมนาคมอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ยิ่งจะทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะรัฐที่ไร้ระเบียบ ทำให้ยากต่อการปกครอง
ยิ่งตอนนี้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ออกมายืนเป็นทัพหน้า ปลุกรากหญ้า ผ่านทัพการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าชนม็อบพันธมิตรที่ใช้ความเป็นอภิสิทธิ์ชนในบทบาทคนชั้นกลางบุกยึดทำเนียบรัฐบาล
การเดินสายของทัพ นปช. จึงดูท่าจะรุนแรงกว่าทัพพันธมิตร เพราะการเคลื่อน ไหวแบบเดินย้อนเกร็ดพันธมิตรทุกรูปแบบ ทั้งการเดินเกมแบบดาวกระจายกดดันตามสถานที่ราชการ การใช้สื่อเอ็นบีทีกระจายข่าวปลุกมวลชน ฯลฯ !!!
แนวทางที่ นปช.เลือกย้อนศรพันธมิตรนั้นมีความรุนแรงซ่อนอยู่ทุกซอกมุม ทว่าปัจจัยที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญกว่าอะไรทั้งปวง คือ "มวลชน" เพราะมวลชนของฝ่าย นปช.เป็นมวลชนเฉพาะกิจ ที่ไร้การจัดตั้ง ดังนั้น ทิศทางการเคลื่อนทัพจึงยากต่อการควบคุม
นี่จึงเป็นสัญญาณความรุนแรงที่ยาก ต่อการประเมินว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย!!!
เพราะฝ่ายหนึ่งก็ยังคงคิดแผนโค่นสมัคร เพื่อผลักดันให้เกิดการเมืองใหม่ และจุดพลุให้เกิดสูตรการเมืองตามโควต้าอ้อย ผ่านรูปแบบการแต่งตั้ง 70 และการเลือกตั้ง 30 อย่างไม่มีท่าทีลดละ
ทว่าอีกฝ่ายหนึ่งแม้ในอดีตที่ผ่านมาจะไม่มีพฤติกรรมที่จะเคารพกติกา แต่ก็อ้างความชอบธรรมที่ถูกเลือกมาจากเสียงประชาชนส่วนใหญ่ผ่านกลไกประชาธิปไตย จึงต้องพิทักษ์กติกา
ทั้งสองแนวทางจึงเป็นคู่เส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบและยากต่อการประสาน ซึ่งวันนี้ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ดีว่า สภาไม่ใช่ทางออกของการแก้ไขวิกฤตและการเปิดโต๊ะเจรจาคงไม่มีขึ้นอีก
หากสมัครยังยึดมั่นแนวทางเดิม ไม่ยุบสภา-ไม่ลาออก แต่จะยังคง "ทู่ซี้" บริหารประเทศต่อไป เส้นทางนี้จึงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการก่อชนวนความรุนแรงและอาจเป็นแนวทางในการเปิดศึกให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายเข้าห้ำหั่นซึ่งกันและกันที่อาจจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง เพราะเชื่อว่าแกนนำพันธมิตรคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้
เมื่อเป็นเช่นนี้หนทางสุดท้ายของประเทศจึงไม่มีใครได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์แบบ แต่คนที่แพ้จะเป็นคนไทยทั้งประเทศ ดังนั้น แนวทางที่จะดับชนวนของสงครามกลางเมืองจึงมีทางเดียวนั่นคือ สติ แต่เมื่อใดเลือดเข้าตาแล้วก็ไม่มีใครมองเห็นว่า สติ เป็นอย่างไร

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ห่วงคนไทยเครียดแนะพักรับข่าวสาร

ห่วงคนไทย......เครียดแนะพักรับข่าวสาร


นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ว่า เชื่อว่าประชาชนจะเกิดความเครียด และความวิตกกังวลแน่นอน คนที่ส่งบุตรหลานไปเรียนหนังสือก็จะวิตกกังวลว่าบุตรหลานของตัวเองจะไปโรงเรียนได้หรือไม่ ซึ่งตนอยากวิงวอนในส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องในการชุมนุมครั้งนี้ว่าทำอะไรอยากให้คิดถึงคนส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯด้วย ซึ่งมีคนกรุงเทพฯอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมครั้งนี้ แต่กลับต้องมาได้รับผลกระทบ กิจการงานทุกอย่างต้องมาหยุดชะงัก ซึ่งก็ไม่ทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้เกิดอะไรหรือไม่ แต่เชื่อว่าคงจะมีเหตุผล และตนเชื่อว่าหากไปถามประชาชนในกรุงเทพฯว่าสบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้หรือไม่ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกอึดอัด และสงสัยว่าทำไมไม่พูดตกลงกันให้รู้เรื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากแนะนำให้ลองมองในมุมกลับ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส มองเป็นการพัฒนาการของประชาธิปไตย และเรียนรู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนเป็นการสอนจากของจริง เพราะเหตุการณ์ในลักษณะนี้ล้วนเคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ถ้าหากเกิดการเครียดจากการดูข่าวการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ควรพักหยุดรับข่าวสารบ้าง